Profil von MintKoala~Mint^-^FotosBlogListen Extras Hilfe

Blog


    03 Oktober

    .d.u.c.k.

    เป็ด......เป็นสัตว์ที่มีความสามารถเยอะ

    เป็ดบินได้นิดหน่อย.... แต่ไม่เหมือนนก

    ว่ายน้ำได้นิดหน่อย.... แต่ไม่เหมือนปลา

    ร้องได้นิดหน่อย.... ไม่เหมือนไก่ขันได้ดัง ๆ

    สรุปว่ามันเป็นหมดหละ แต่ไม่เก่งสักอย่าง

     

    เหมาะเลย ที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นเป็ด..... ตั้งแต่เด็กๆ ชอบทำอะไรหลายๆอย่าง เรียนโน่นเรียนนี่เยอะไปหมด ไม่คิดว่าจนโตป่านนี้ก้อยังเป็นเป็ดอยู่นั่นแหละ จนพี่ๆที่ออฟฟิศเรียกว่า miscellaneous engineer หรือ วิศวกรจับฉ่าย นั่นเอง อิอิ ทำได้หลายอย่าง รู้หลายเรื่อง แต่ไม่เก่งสักอย่าง ...

     

    มีหลายคนบอกว่า ดีออกที่เราทำเป็นทุกอย่าง อยู่ที่ไหนก็รอด ทำได้ทั้งนั้น ..... เอ่อ เคยคิดเหมือนกันว่ามันก็ดีนะ เพื่อนทำอะไรได้ เราก็ทำได้ (ส่วนมาก) คุยได้กับเพื่อนหลายกลุ่ม หลายเรื่อง แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่า มันจะดีสำหรับการทำงานด้วยหรือเปล่าซะแล้ว งานที่ทำมันต้องอาศัยความเป็น technical specialist พอสมควร ในการรับผิดชอบแต่ละ product แต่มิ้นท์ทำมันซะเกือบทุก product ในทีม แต่ไม่แม่นซักอย่าง ทั้งๆที่อยู่มาก้อน๊านนานละ มันก็จะดีอะนะ ถ้าคนอื่นเค้าก็เข้าใจว่า เราก็ต้องเอาเวลาไปศึกษา product ตัวอื่นๆ หรือต้องเข้าประชุมของ project นั้นๆบ้าง ก้อโอเค แต่ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าคิดงั้นหรือเปล่า

     

    บางทีอาจมีบ้างที่เค้าอาจจะลืมไป ที่เค้าว่ามิ้นท์น่าจะตอบได้นะ เห็นทำมาตั้งนานละ ซึ่งเค้าก็ไม่ผิดที่จะคิดอย่างนั้น เพราะมันเห็นกันมานานจริงๆ แต่พอได้คำตอบก็รู้สึกว่ามันเป็นคำตอบผิวๆ หรือว่าต้องใช้เวลาลองเทสต์ให้ก่อนก็เลยช้า มันก็เสียความรู้สึกทั้งสองฝ่าย ......เซ็ง! คือจริงๆ อยากทำให้นะ อยากรู้อยากทำ แต่มันต้องเอาเวลาไปดูอย่างอื่นด้วยอะ ไม่งั้นก็ต้องทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งรู้สึกว่าถ้ายังคงทำแบบนั้นต่อไป คงทำได้ไม่นานแน่ๆ ปีนี้เลยทำใจ พอละ ทำเท่าที่คิดว่าจะทำได้ ไม่ดิ้นรนมากนัก

     

    มิ้นท์เป็น primary support ของ optional products 3 ตัว ในขณะที่คนอื่นเป็น primary ของ core product 1 ตัว (ทำไมเราได้ต้อง optional ด้วยอะ อันนี้ตกกระไดพลอยโจนมา ก้อทำใจ)  มีคนเคยบอกว่า optional products ก็เป็นงานเหมือนกัน ....อืมก็เคยคิดนะ แล้วทำไมมันต้องเป็นเรา มีหลายหเหตุผลด้วยกัน (1. ไอ้นี่มันไม่เก่งเท่าไร เอา optional ไปทำละกัน case น้อย, 2. ไหนๆก็ primary optional ตัวนึงแระ เอาไปอีก 2 ตัวละกันทีม nature ก็ใกล้เคียง  3. ไม่มีใครอยากทำ เอาไอ้นี่ละเพิ่งมา, 4. ถูกทุกข้อ, 5. คิดไม่ออกแระ อาจมีเหตุผลอื่นอีก) แต่ตอนนี้รู้แต่ว่าเวลาที่เสียไปรียนรู้ product และทำงาน ของ project team ซึ่งปรมาณ 55% ของงานทั้งหมด ที่ต้องรับผิดชอบ ได้แลกกับ skill บางอย่างกลับมา การปรับตัว การแก้ปัญหา การประสานงาน ฯลฯ

     

    และตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าพอเถอะ ไอ้งานเป็ดๆ ทั้งหลาย ได้ skills มาพอแระ อยากทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ชื่อว่า support ทีม core product แต่ดันรู้อยู่ ตัวเดียวจาก 3 ตัว อีก 2 ตัวก็รู้แบบลูกเป็ดเลยแหละ case ก้อเยอะ มาก็ให้คนอื่นทำเพราะ เค้ารู้เยอะกว่า ทำมามากกว่า กรำ! แล้วเมื่อไรข้าเจ้าจะทำได้ล่ะนี่ อีกอย่าง QM ก็ไม่ผิดที่จะ assign ให้คนอื่นก่อน เพราะต้อง spare มิ้นท์ไว้ทำ optional product มิใช่แค่นั้น การเป็น primary ของบรรดา optional ทั้งหลาย มันกลายเป็น contact point ไปในตัว ให้ตายเถอะ มีแต่งานชาวบ้าน (other support เพียบ!) ยิ่งเป็นเป็ดกันเข้าไปใหญ่

     

    คนทำงาน core component ต้องอ่าน document ศึกษาการทำงานของ product คนทำงาน optional component ต้อง review document ของ project แล้วข้าเจ้าจะเอาตอนไหนไปเรียนรู้ product ทันชาวบ้านล่ะนี่ ทั้ง core และ optional มันเลยไม่ได้ดีซักอย่าง (หลายคนคงคิดว่า บ่นได้ไงนี่ก็คืองานนะ เออใช่ รู้แล้ว แต่ถ้าเป็นงี๊ก็เหมือนกับว่าเราอยู่ท่ามกลางคนที่ทำงานแบบที่เราอยากทำ แต่เราดันต้องทำงานที่แตกต่าง แบบนี้มันยิ่งกว่าไปทำงานในสิ่งที่เราไม่อยากทำไปเลยอีกนะ เพราะเรายืนอยู่ที่จุดนี้แล้วอะแต่ทำไมไม่ได้ทำล่ะ)

     

    เวลามีใครมาถามก็ตอบไม่ค่อยแน่ใจเพราะไม่ค่อยได้ทำ ทั้งๆที่อยู่ทีม core ซะเปล่า ยังกะตัวแถม ตอนนี้ คนมาทีหลังที่ดู core product แซงไปแระต้องไปถามเค้าแทน ....เหอะๆ เริ่มเห็นอนาคตรำไรๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปแย่แน่ เลยคุยกับ Group Leader ว่าอยากทำ core product ไม่รู้ว่าจะเป็นไง ก็ดูกันไปว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าจะให้ดีให้คนอื่นมาเป็น primary แทนเลยจะดีมาก จะได้ไปทำอย่างอื่นบ้าง

     

    อยากรู้เหมือนกันนะ จริงหรือเปล่าที่เป็ดมันจะเอาตัวรอดได้ในหลายๆ สถานการณ์ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องแปลว่าเกิดวิกฤตการณ์อะไรบางอย่าง หรือว่างานนั้นๆ เหมาะกับเป็ดจริงๆ แล้วถ้าไม่เกิดวิกฤตล่ะ จะมีใครอยากได้เป็ดไว้ใช้งานสักกี่คน เอาไก่ไปขันไม่ดีกว่าเหรอ ปลาว่ายน้ำดีกว่านิ นกบินไปไกลกว่าตั้งเยอะ แล้วเป็ดล่ะมีอะไร นอกจากเอาไปกินได้อร่อยกว่า.....:)

     

                                                                                                       - little duck -

      http://minchaya.multiply.com/journal/item/7/.d.u.c.k

     

     

    15 Juni

    ..ผูกพัน..

    ...ดีใจจัง มีเวลากลับมาเขียน blog ^^ ช่วงนี้อยากนั่งฟังเพลงสบายๆ เล่นเน็ต อ่านหนังสืออยู่บ้าน หลังจากความเหน็ดเหนื่อยของการเป็น Queue Manager เดือนที่ผ่านมา (ช่างโหดร้ายจริงๆ)  ...เอาล่ะ เข้าเรื่อง
     
    เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทีม เป็นเรื่องที่ดีแต่ก็น่าใจหาย พี่ยุ้ย -Group Leader- ย้ายไปเป็น Development Capability Manager พี่โป๊ะ -Senior Support Consultant- ได้โปรโมตเป็น GL แทน พี่อูดด้าก็ไม่อยู่ (เป็น PSG อยู่ New York) มี New Joiners มาใหม่สามคน มี Competency for IMS Support โอย...เยอะเลย แล้วตอนนี้ก็รู้สึกว่าทีมกำลังจะเสียใครบางคนไปเร็วๆนี้ .. ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย แต่คนเราก็ต้องมีทางเดินชีวิตเป็นของตนเอง เคยนั่งคิดนะ ว่าเราก็ทำงาน เครียด สนุกสนาน มาด้วยกันเเป็น เวลาเกือบสองปีแล้ว เราเข้าทีมมาพร้อมๆกัน มิ้นท์ พี่รง ฟ้ง พี่พีท รวมกับ พี่โป๊ะ พี่อู้ดด้า ที่เข้ามาก่อนสักพัก ยังมีเจ๊ ที่เป็นศูนย์รวมของพวกเรา แถมลุงก๊อบแก๊บ มาอีกคนรวมเป็น 7 + 1 ที่เป็น Support รุ่นแรกสำหรับมิ้นท์  ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เข้ามารู้สึกว่าทีมนี้ดีจัง ทำงานกันแบบพี่น้อง อยู่กันแบบจริงใจดี ยิ่งทำงานด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า โห...โชคดีจังเลยที่ได้มาอยู่ทีมนี้ ทุกคนมีความรับผิดชอบ กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ให้ความช่วยเหลือด้วยความยินดี มีความเป็น Professional (เรื่องงาน only) ถึงแม้งานจะหนัก แต่ทีมดีก็มีแรงทำต่อไปเรื่อยๆ ตอนรุ่นหลังนี่มี พี่ปั่น พี่รัน แล้วก็ ท็อป เข้ามา ก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆอย่างนั้นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ แต่ต่อจากนี้ไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เจ๊ก็จะไม่ได้อยู่คอยแนะนำ สอน ตักเตือน พวกเราแล้ว ดีใจนะที่เจ๊ได้ทำในสิ่งที่เค้าอยากทำ และเหมาะสมกับเค้ามากกว่า แต่ใจจริงแล้วก็ไม่อยากให้ไปเลยT.T ไม่ใช่เพราะเรื่องตำแหน่ง แต่แค่ไม่อยากให้พี่สาวห่างไปก็เท่านั้น คงจะใจหายถ้ามีใครจะจากไปไหนอีก...
     
     
    ปล. หลายคนอาจสงสัยว่า blog ก่อนหน้านี้บ่นแต่เรื่องงานแต่ทำไมวันนี้มาบอกว่าดีใจที่ทำงานกับทีมนี้ ขอบอกว่าทีมที่ทำอยู่นี้เป็นทีม Support ที่ต้องทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ หลายๆทีม ทั้ง development และ support ด้วยกัน งานที่เคยบ่นว่าหนักใจเป็นงานที่ต้อง deal กับทีมอื่น แต่ตอนนี้ไม่เท่าไรแล้ว ปรับตัวมากขึ้น คิดและเปิดใจมากขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามค่อยๆพูด ค่อยๆคุย แล้วก็จัดการอะไรๆได้ดีขึ้นเอง (ไม่ได้บอกว่าตอนนี้ทำได้ดีนะ แต่ดีขึ้น ^^)
      
     
                                                                                                                             - fishball.mint -
    16 April

    ..Background..

    คนเราในสังคมเติบโตมาจากครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การทำงานก็เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์มี่สั่งสมมา Background รวมถึงทุกๆอย่างไม่เพียงแต่ประสบการณการทำงานเท่านั้น

    ครั้งนี้ก็อีกเช่นเคย ได้ไปเห็น blog ที่พี่ที่ออฟฟิศเขียนเกี่ยวกับเรื่องความพอใจ (ข้อความด้านล่างนี่ตัดมาจาก blog ส่วนหนึ่ง) เลยอยากจะขอยกประเด็นนี้ขึ้นมาสักหน่อย

    "เราแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน เนื่องมาจากการเลี้ยงดู การศึกษา สังคม เป็นต้น สิ่งรอบกายนี้ทำให้ความรับรู้และความพอใจของแต่ละคนต่างกัน เมื่อมาอยู่ร่วมกัน จึงเกิดความอึดอัดไม่สบายใจเป็นธรรมดา

    อย่างในการทำงาน ต่างคนก็พยายามขยันทำงาน ทำให้หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้าพอใจ แต่เมื่อประเมินผลออกมา ปรากฎว่าโอละพ่อ หัวหน้าบอกก็ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่นนิ๊หรือพยายามต่อไปนะ ลูกค้าไม่เคยชม สมใจแล้วก็เงียบฉี่ บางคนเก็บมาน้อยใจ เราไม่เก่งเอง บางคนไม่ไหวลาออกไปก็มี(แต่คงเงินไม่ไหวมากกว่า ฮิๆ) ส่วนใหญ่เราคงคิดว่าไม่มีใครมองเห็นค่าของเราเลย จริงๆ แล้ว ลองคิดอีกมุม เค้าอาจจะเอาตัวเองมาประเมินกับการทำงานของเราก็ได้ คือถ้าเป็นเค้า เค้าคงทำผลงานได้ดีกว่านี้ ก็คงไม่มีใครผิดใครถูกหรอกคับ"

    ใช่แล้ว..คนเรามีพื้นฐานต่างกัน การประเมิณก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของคนนั้นเช่นกัน หากเขาไม่ได้มองถึงจุดนี้ เอาตัวเองมาประเมิณการทำงานของเรา คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ในขณะที่เราสั่งสมประสบการณ์ให้มากขึ้นมีความใกล้เคียงกับเขาแล้ว เราจะสามารถทำได้ดีเท่ากับที่ถูกคาดหวังหรือไม่...หากทำได้ ก็ไม่ต้องกลัวหรือท้อแท้ เพราะนั่นคือคุณมีความสามารถเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังขาดประสบการณ์ที่เพียงพอเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นเราก็ต้องวิ่ง วิ่งให้ทันเค้า ยิ่ง Background หรือ ประสบการณ์แตกต่างกันมากเท่าไร คุณก็ยิ่งต้องวิ่งให้เร็วเท่านั้น หากวิ่งไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น ขีดความเหนื่อยและกำลังใจของแต่ละคนก็ต่างกัน แต่ทุกคนต้องมี ถามว่าคุณจะวิ่งได้นานแค่ไหน คุณเดินเร็วแทนได้มั้ย มีเวลาหรือเปล่า อย่าลืมว่าในขณะคุณก้าวไปในแต่ละก้าว คนประเมินคุณก็ก้าวไปด้วย

    การที่เราจะบอกได้ว่าตัวเราทำดีหรือยัง มีการพัฒนาเพียงใด ให้มองย้อนกลับไปในช่วงระยะเวลาของการประเมิน เช่น 1 ปีที่ผ่านมา ในตอนเริ่มแรก เราจัดการงานที่เรารับผิดชอบอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ใช้เวลาไปเท่าไร แล้วตอนนี้เราทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบเช่นนี้ เราก็สามารถบอกได้ว่าเราพัฒนาตัวเองไปแค่ไหน ทำงานได้ดีพอกับประสบการณ์ที่มีหรือไม่ หากเราทำได้เท่านี้ในระยะเวลา 1 ปี เราก็รู้สึกว่ามันดีมากแล้ว ก็จงทำเช่นนี้ต่อไปในปีหน้า แล้วจะเกิดการพัฒนาไปในระดับที่เหมาะสม หากเราคิดว่าปีนี้ยังทำไม่เต็มที่ ปีหน้าเราก็สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ เท่านั้นพอ หากเราต้องถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น ก็อีกนั่นแหละ ต้องกลับไปมองว่า Background ของคนที่เราถูกเปรียบเทียบด้วยนั้นเป็นเช่นไร แล้วพิจราณาดูว่าเราทำได้ดีแล้วหรือยัง

     

                                                                                          .moshi-mint.

     
     
    ย้ายไปอยู่ multiply แล้วจ้า: 
    27 Februar

    ..จับปลาสองมือ..

     ..จับปลาสองมือ.. สำนวนไทยที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในเรื่องของความรัก แต่ในความเป็นจริงแล้วมันสามารถถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นได้ด้วย ความหมายของการจับปลาสองมือ ไม่ได้แปลว่าใช้มือทั้งสองข้างช่วยกันจับปลาหนึ่งตัว แต่หมายความว่าใช้มือจับปลาข้างละตัว คือต้องการให้ได้ปลาจำนวนมากนั่นเอง
     
    เมื่อเปรียบเทียบกับการจับปลาตัวเดียวด้วยมือทั้งสองข้างแล้ว การใช้มือจับปลาข้างละตัว ย่อมต้องใช้เวลานานกว่าจึงจะเกิดความชำนาญ และขนาดของปลาที่สามารถจับได้ก็มีขนาดเล็กกว่า คนหาปลาจะต้องคอยจับตาดู ปลาที่อยู่ในมือทั้งสองข้างไม่ให้หนีหรือหลุดรอดไปไหน ถ้าเกิดปลาหลุดไปข้างหนึ่ง มือข้างนั้นก็ต้องไล่ตามจับ ในขณะก็ต้องพะวงกับมืออีกข้างหนึ่งที่จะต้องจับปลาตัวที่อยูในมือให้มั่นไม่ให้หลุดไปอีกตัว เราต้องแบ่งความตั้งใจและความเอาใจใส่ให้กับมือสองข้าง ไม่สามารถทุ่มเทความตั้งใจให้กับข้างใดข้างหนึ่งได้
     
    ส่วนขนาดของปลานั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสามารถของมือแต่ละข้าง ซึ่งขนาดของปลาหรือคุณภาพของปลานั้นเทียบไม่ได้กับการจับปลาหนึ่งตัวด้วยมือทั้งสองข้าง ซึ่งถึงแม้จะได้จำนวนปลาที่น้อยกว่าในช่วงเวลาที่เท่ากัน แต่ปลาที่ได้นั้นก็ได้คุณภาพหรือได้ปลาตัวที่ต้องการ แต่หากใช้เวลาสักระยะหนึ่งจนเกิดความชำนาญ หาปลาได้เร็วขึ้นและคุณภาพก็ไม่ได้ถูกลดทอนลงไป  ในขณะเดียวกัน คนหาปลาที่ใช้มือจับปลาข้างละตัวยังคนต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและก็ไม่แน่นอนว่าจะได้ปลาทั้งสองตัวเสมอไป ถึงแม้จะจับปลาได้มากขนาดและคุณภาพของปลาก็จะได้เพียงความสามารถของมือข้างหนึ่งเท่านั้น
     
    คนเราไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดๆ ก็สามารถนำมุมมองข้อได้เปรียบเสียเปรียบจากการจับปลาสองมือไปพิจารณาได้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะสามารถทำหลายสิ่งพร้อมกันได้ แต่จะทำสิ่งเหล่านั้นให้ได้ดีทุกอย่างคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากคนเราทุกคนมีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นสิ่งรอบตัว หรือตัวเราเอง ดังนั้นก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใดๆ ควรพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถทำได้ดีในเวลาเดียวกันหรือไม่ หรือสิ่งนั้นๆ จะต้องใช้เวลาหรือความเอาใจใส่กับมันมากน้อยเพียงใด หากเราไม่สามารถเลือกได้ ก็จะต้องตระหนักถึงผลลัพธ์ที่ได้ตามการกระทำที่เกิดขึ้น
     
     
    - มิ้นท์ เอง -
     
     
    07 Februar

    ..Speak Up..

     
    และแล้ว... ความตั้งใจที่เคยมี ก็เปลี่ยนเป็นความอดทน.. ความอดทนเปลี่ยนเป็นความอดกลั้น...แต่เมื่อความอดกลั้นมันตามมาด้วยความอคติ นั่นแปลว่าสภาพจิตใจเริ่มรับแต่สิ่งที่ไม่ดี มีแต่ความรู้สึกที่เป็นด้านลบ และยังต้องอดทนทำมันต่อไป ...เพื่ออะไร 
     
    แน่นอน..เรื่องการทำงาน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งจะรู้ตัวว่ากลายเป็นคนมีอคติกับเพื่อนร่วมงานบางกลุ่มไปเสียแล้ว การทำงานของเราค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก กว่าที่จะคุยให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือ มีมุมมองที่ใกล้เคียงกันนี่เล่นเอาเหนื่อย มิ้นท์เป็นคนที่ต้องทำงานกับทีมนี้ จะเรียกว่าคนเดียวก็ได้ เนื่องจากมีคนอื่นในทีมเราช่วยด้วย แต่การที่เราเป็น primary support เลยต้องเข้าไปแทบจะเต็มตัว การตัดสินใจหรือการทำงานบางอย่างมันมีผลกระทบกับทีมเราหรือกับทีมอื่นๆ เราก็ต้องคอย co-ordinate ระหว่างทีมเพื่อให้มีผลกระทบโดยรวมน้อยที่สุด นั่นแหละที่เหนื่อย(ใจ) เพราะเค้ากลุ่มใหญ่ ทำงาน project เดียวกัน มุมมองและความเห็นตามกัน การที่เราจะเสนอมุมมองหรือการแก้ปัญหา ดูเหมือนกับว่าเรายืนอยู่อีกฝั่งนึง และยังมีคนอื่นๆที่ได้รับผลกระทบอยู่ข้างหลังเราด้วยโดยที่พวกเขาไม่สามารถมาออกเสียงได้ เราต้องเป็นคนไปคุยแล้วเอามาเสนอแนะแทน และยังมีเรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเราเคยคิดว่าเราสามารถ handle เองได้ไม่ต้องให้ Team leader ของเราเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานตรงนี้มากนัก ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ไม่สามรถตัดสินใจเองได้ เนื่องจากเค้าเองก็มีงานเยอะมากอยู่แล้ว เราควรจะแบ่งเบาภาระเค้า ไม่ใช่เรื่องทุกอย่างก็ต้องให้เค้าตัดสินใจ อย่างนั้นแปลว่าเราไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เราสามารถ handle งานได้ดีขึ้น แต่ความอึดอัดใจจากสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เราเจอทุกวันๆ มันยังคงอยู่ และอย่างที่บอก มันได้กลายเป็นความอคติไปเสียแล้ว
     
    ในที่สุดความอึดอัดใจทั้งหลายมันก็ต้องถูกระบายออกมาเป็นคำพูด ซึ่งมิ้นท์ถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้พูดก่อนที่มันจะถึงที่จะรู้สึกว่ารับไม่ได้อีกต่อไป มิ้นท์คุยกับ team leader อย่างจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งเค้าเคยทำงานกับทีมนี้มาก่อนอยู่แล้ว เค้าเข้าใจว่าเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ต้องรับมือกับอะไรบ้าง เนื่องจากเค้าคิด่าเราเป็นคนที่มีจุดยืนและแข็งพอที่จะจัดการได้ เค้าเองก็รู้ว่าหนักใจแต่เค้าไม่ดว่าจะมากขนาดนี้ เค้าถามว่า ไม่อยากทำแล้วใช่ไหม มิ้นท์บอกว่าก็ใช่ เพราะมันรู้สึกไม่ดีจนอคติไปแล้วอะ ทำงานอย่างไม่มีความสุขและไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าก็เลยจะดึงเพื่อนร่วมงานคนอื่นในทีมเรา มาช่วยดูงานของทีมนี้บ้างสลับๆกันไป แล้วมิ้นท์จะได้สลับไปดู product อื่น project อื่นบ้าง ซึ่งมิ้นท์เคยคุยนานมาแล้วว่าอยาก concentrate กับ product อื่นๆในความรับผิดชอบของทีมเราบ้าง ซึ่งในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็น backup ให้กับ project เดิมอยู่  team leader บอกว่า น่าจะคุยกับเค้าก่อนหน้านี้ตั้งแต่ไม่สบายใจแล้ว ไม่น่าเก็บไว้อยู่คนเดียว มีอะไรก็คุยกันได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มิ้นท์เองก็ไม่อยากคุย ทุกคนมีงานที่จะต้องรับผิดชอบมากพออยู่แล้ว การที่จะสลับคนมันต้องทำ knowledge transfer ต้องใช้เวลาในการศึกษานานพอสมควร ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมปัญหาแค่นี้เราไม่อดทนและพยายามแก้ มิ้นท์ได้คุยกับหลายคนเรื่องนี้เหมือนกัน ได้ข้อสรุปที่ว่าปัญหามันเป็นที่ตัวบุคคล เป็นที่ลักษณะการทำงานและเค้ามี power มากกว่าเรา ..เราแก้ไขเค้าไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องแก้ที่ตัวเราเอง..
     
    ตอนนี้ ถึงแม้ว่าการทำงานยังไม่เปลี่ยนไป แต่ใจสบายขึ้นเยอะเลย รู้สึกดีที่ team leader เข้าใจ และคนในทีมเองก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าแต่ละคนเองก็ยังทำงานตัวเป็นเกลียว แต่ก็ยังยินดีที่จะช่วย ...เพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลกับมิ้นท์มากที่สุดในการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปในการทำงาน ทีมที่มิ้นท์ทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ นี้เป็นทีมที่ดีมาก ทุกคนช่วยเหลือกันเสมอ ยื่นมือ และลงมือทำ ..ไม่ว่าจะลำบากใจเรื่องงานขนาดไหน ถ้าทีมดีก็สามารถทำงานอยู่ได้ด้วยความเต็มใจ..    
     
    ..ขอบคุณคนในทีมทุกคนที่ทำให้มิ้นท์รู้สึกดี และมีความสุขในการที่ได้มาทำงานร่วมกับทุกๆคน ในทุกๆวัน..  
     
     
                                                                                                              - minnie.mint^^ -
     
    20 Januar

    ..กำลังใจ..

    วันนี้นึกยังไงก็ไม่รู้มานั่งดู Blog ของตัวเองรู้สึกว่าอยากจะเขียนอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เลยลองเปิดอ่านของคนอื่นๆดูว่าเค้าเขียนอะไรกัน ได้มานั่งอ่าน Blog ของพี่ที่ทำงานคนนึง ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่อง 'กำลังใจ' ทำให้ได้สะท้อนเห็นอะไรบางอย่างในการทำงาน ณ ปัจจุบันนี้ พี่คนนี้เป็นคนที่มิ้นท์เห็นว่าทำงานหนัก จริงจัง และมีความรับผิดชอบต่องานมากที่สุด โดยที่เรารู้สึกว่าเค้าทำงานแบบ proactive สุดๆ ไม่รู้จักเหนื่อย ด้วยความเป็นตัวของเขาเองอยู่แล้ว แต่ตอนนี้รู้แล้วล่ะว่าเค้าต้องใช้ความพยายาม และเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนในการทำงาน ทุกๆคนที่ทำงานหนัก ก็ต้องมีท้อเป็นธรรมดา ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เรากลับมาสู้ต่อไปได้นั้นคือ 'กำลังใจ' แตมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า ต้องการกำลังใจแบบไหน จากใคร จากอะไร ...แต่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้กำลังใจจากคน/สิ่งรอบข้างที่เราหวังเสมอไป ก่อนที่คนเราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆก็ตาม คงต้องพบเจอสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ท้อมากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจจากคนรอบข้าง และจากตัวของเราเอง
     
    มิ้นท์รักงานที่ทำอยู่ตอนนี้ สนุกกับการทำงาน แต่โดยตัวเนื้องานเองเป็นงานที่กดดัน ต้องแก้ปัญหาอยูตลอดเวลา หลายครั้งที่ทำงานแล้วรู้สึกท้อมาก ทำงานแบบว่าเราอยากทำมันให้ดีที่สุด แก็ปัญหาให้เร็วที่สุด ..เหนื่อยมาก.. ลองมองไปรอบข้าง เพื่อนร่วมงานเราทุกคนทำงานหนัก บางคนหนักกว่าเราอีก ก็มานั่งคิดว่าเค้าทำกันได้ยังไงนี่ เก่งจัง เราเองก็อยากจะทำให้ได้ดีเหมือนกับคนอื่นๆ ก็เลยรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่ตลอดเวลา วันๆแทบจะไม่ได้มีเวลาทำอะไรที่เป็นส่วนตัวเลย chat, check e-mail หรือว่าโพสต์ webboard ไม่ต้องพูดถึง เพื่อนๆแทบจะลืมเราไปเลยล่ะ บางวันก็ไม่อยากลงไปกินข้าวตอนกลางวัน เพราะว่าอยากจะ check e-mail (ทีไม่ใช่เรื่องงาน) มาเช้า-กลับดึก เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าทำงานไม่ทัน ส่วนหนึ่งอาจมาจากประสบการณ์ที่ยังไม่เพียงพอ อีกส่วนหนึ่งก็อาจมาจากความเครียดที่เราทำงานหนัก และกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว เป็นแบบนี้มาเป็นปี ตอนนี้เริ่มคิดใหม่ทำใหม่แล้ว เราไปทำอะไรกับตัวเนื้องานมันไม่ได้แต่เรา manage ตัวเองได้นี่ อาจจะยังไม่ใช่การจัดการที่ดีแต่มันก็จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อตนเอง และครอบครัว (พ่อ-แม่ และคนที่บ้านเค้าก็เป็นห่วงเรา)
     
    การทำงานที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะหนักแต่เราได้เรียนรู้หลายอย่างที่เป็นประสบการณ์ชีวิตการทำงานที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็น ความรับผิดชอบ, การบริหารจัดการ, ความคิดความอ่าน และอะไรอีกหลายๆอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้รับค่าตอบแทน เป็นสิ่งของ, เงินทอง, หรือว่าสิ่งที่คาดหวังใดๆก็ตามในวันนี้ ประสบการณ์ที่ได้รับมาต้องส่งผลดีไปยังอนาคตการทำงานอย่างแน่นอน เพราะเราได้พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ความคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่มิ้นท์คิดและเป็นกำลังใจให้ตัวเองมาตลอดในการทำงานที่ผ่านมา มิ้นท์เป็นคนนึงที่ กำลังใจจากตัวเองมีผลมากที่สุด จากคนรอบข้างก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามิ้นท์ยังคิดไม่ได้หรือทำให้ตัวเองมีกำลังใจขึ้นมาได้ ก็จะหมดกำลังใจอยู่อย่างนั้นแหละ ซึ่งถ้าใครเป็นแบบนี้ก็บอกได้แค่ว่า เข้มแข็งเข้าไว้ กำลังใจมาจากตัวของเราเอง เราต้องยืนขึ้นมาได้ให้เร็วที่สุด 
     
     
     
    ...Mint^-^